| วันเดินทางไป - กลับ | ผู้ใหญ่ท่านละ | พักเดี่ยวเพิ่มเงิน | ราคาเด็กท่านละ | |
|---|---|---|---|---|
| 25 ธ.ค. 69 - 04 ม.ค. 70 | 129,900 บาท | 24,900 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
22.30 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ Qatar Airways (QR) แถว Q ประตู 8
02.00 น. ออกเดินทางสู่เมืองคาซาบลังก้า ประเทศโมรอคโค โดยเที่ยวบินที่ QR837 (0200-0525) (ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมง 25 นาที) ท่านจะได้เพลิดเพลินกับจอทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง
05.35 น. เดินทางถึงสนามบินโดฮา รอเปลี่ยนเครื่องบินไปคาซาบลังก้า
07.35 น. บินต่อด้วยเที่ยวบิน QR1397 (0735-1400 ) ออกเดินทางไปคาซาบลังก้า ใช้เวลาบิน 8 ชั่วโมง 25 นาที มีบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง
14.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ Mohammed V International Airport เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมรอคโค (เวลาท้องถิ่น ช้ากว่าประเทศไทย 6 ช.ม.) นำท่านผ่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร พบมัคคุเทศก์ท้องถิ่น
ตั้งต้นออกเดินทางจาก เมืองคาซาบลังก้า โดยรถมุ่งลงไปทางใต้เลาะเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังเมือง เอซาเวร่า (Essaouira) (ระยะทาง 279 กิโลเมตร ใช้เวลา 3.40 ชั่วโมง) ซึ่งหมายถึงรูปภาพ ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนๆ ภาพที่ได้มานั้นจะออกมาสวยอย่างไม่มีที่ติ เอซาเวร่าเป็นเมืองเล็กๆ ริมขอบมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีเสน่ห์อย่างเป็นเอกลักษณ์ ในเขตเมืองเก่า (เมดิน่า) มีกำแพงเมืองเก่าขนาดหนาซ้อนกัน 2 ชั้น ที่ใช้ป้องกันพายุหน้าร้อนที่พัดมาประจำทุกปีบ้านเรือนและร้านค้าภายในเขตกำแพงเมืองทำด้วยปูนสีขาวกลมกลืนไปกับประตูสีฟ้า สถาปัตยกรรมเหล่านี้ถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมอันหลากหลาย ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นแหล่งที่อยู่ของพ่อค้าชาวยิว และชาวยิวกลุ่มนี้เองที่เคยเปลี่ยนเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของโมรอคโคในศตวรรษที่ 17 และ 18
นำท่านชมพระอาทิตย์ตก ณ ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ ป้อมปราการเมือง Skala de laville ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเมืองสวนบนป้อมมีปืนใหญ่วางเรียงรายอยู่เป็นแนวแถวและในอดีตส่วนล่างของป้อมใช้เป็นคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ โรงม้าศึกที่ใช้ในการสงคราม
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักผ่อนค้างคืนในเมืองเอซาเวร่า Atlas Medina and Spa Hotel 5*, Essaouirra หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
นำท่านเที่ยวชมเมืองเอซาเวร่า ให้ท่านเดินเล่นตลาดเก่าเมดิน่าแห่งเมืองนี้ ซึ่งมากมายผู้คนมาจับจ่ายซื้อของ และเดินชมบรรยากาศเมืองท่าเรือ และศูนย์กลางของเมือง ได้เวลาพอสมควร
ออกเดินทางสู่ เมืองมาราเกช (Marakesh) (ระยะทาง 177 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 ชั่วโมง) ระหว่างทางผ่านบริเวณที่ปลูกต้นอารกันเป็นจำนวนมาก ท่านอาจมีโอกาสพบแพะบนต้นอารกัน (หากโชคดีมีโอกาสได้พบเห็น แวะให้ท่านได้ถ่ายรูป Goat Climbing on Argan Tree)
เดินทางต่อไปยัง มาราเกช (Marakesh) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้ เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐ ที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิดช่วงศ.ต.ที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่า มาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
เยี่ยมชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก
นำท่านชม มัสยิด คูตูเบีย (Koutoubia Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ หอขานละหมาดมีความสูง 226 ฟุต (หรือ 70 เมตร)
จากนั้นนำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง Djemaa Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวา ที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักผ่อนค้างคืนในเมืองมาราเกช El Olivar Palace 5*, Marrakesh หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
นำท่านชม สวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยตกเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อน ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้สีฟ้า และสีส้มเป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมนานาพรรณของต้นไม้แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงาม
ออกเดินทางสู่เมือง ไอท์ เบนฮาดดู (Ait Benhaddou) เมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในโมรอคโคภาคใต้ คือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ Lawrance of Arabia , Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1987
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
ออกเดินทางสู่ เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ.1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหารวอซาเซทเป็นเมืองถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่แวดล้อมไปด้วยสตูดิโอ ภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ (พ.ย.-เม.ย.) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขาแอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันออก สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบรสชาติของความเป็นทางใต้ ณ จุดกึ่งกลางแห่งนี้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักผ่อนค้างคืนในเมืองวอซาเซท Oscar Hotel 4*, Ourrzazate หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
นำท่านชม ป้อมทาเริท “Kasbah Taourirt” (ชมด้านใน ซึ่งรวมค่าเข้าชมแล้ว) เป็นป้อมแห่งตระกูลกลาวี ภายใต้หมู่อาคารขนาดใหญ่ ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องต่างๆ จำนวนมากซ่อนอยู่เชื่อมต่อกันด้วยถนนเล็กๆ และเส้นทางลับคดเคี้ยวตามอาคารที่เบียดเสียดกัน จากนั้นนำท่านชมคฤหาสน์ของผู้ปกครองมาราเกซ ตระกูล กลาวี (Glaoui Palace) อยู่ภายใน ซึ่งยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง ในยุคของตระกูล Glaoui ที่นี่มีคนงานและคนรับใช้จำนวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจำนวนมากมีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง บางห้องก็ว่างเปล่า ยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3ของอาคารทั้งหมด
ออกเดินทางสู่ เออร์ฟูย์ด (Erfoud) ซึ่งเป็นโอเอซิสศูนย์กลางการค้าขายของคาราวานซึ่งเดินทางมาจากซาอุดิอาระเบีย และซูดาน ระหว่างทางจะผ่านโอเอซิส การทำระบบชลประทานใต้ดิน (ใครที่เคยเที่ยวเส้นทางสายไหมในจีนมาแล้วคงพอจะนึกออก)
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
ผ่านชม โอเอซิส “Tinerhir” ชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้ง ยังมีความชุ่มชื้นของโอเอซิส ต้นปาล์ม เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท
จากนั้นเดินทางสู่ ทอดร้ากอร์จ “Todra Gorge” ชมความงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส ลำน้ำเกลือที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตาเป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักเสี่ยงภัยทั้งหลาย
ก่อนเข้าที่พักแวะชม ฟอสซิลเวิร์ด และนำท่านเดินทางสู่เมืองเมอร์ซูก้าร์ โดยท่านจะนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 WD ไปท่อง ทะเลทรายซาฮาร่า “Sahara” เป็นทะเลทรายในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ลัดเลาะขอบทะเลทรายสู่เขตซาฮาร่า
เข้าสู่ที่พักโรงแรมกลางทะเลทรายซาฮาร่า Sahara Luxury Camp, Merzouga หรือเทียบเท่า
การเข้าพักทะเลทราย ท่านต้องใช้กระเป๋าสัมภาระใบเล็ก แยกไว้เพื่อนำไปใช้ในทะเลทราย
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม จากนั้นพักผ่อนนอนดูดาว ตามอัธยาศัย
เช้าตรู่ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ปลุกท่านตื่นเพื่อไปขี่อูฐชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลทรายซาฮาร่า
กลับมารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม แล้วนำท่านนั่ง 4*4 กลับออกจากทะเลทราย มาเปลี่ยนรถเพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองเฟส (Fes) เป็นเมืองโบราณตั้งอยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟ (Rif Mountain) ทางตอนเหนือกับเขตเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีแม่น้ำเฟส (River Fes) ไหลผ่านกลางเมือง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ(เมษายน-พฤษภาคม) จะเห็นดอกไม้ป่าสีสันสดใสขึ้นตลอดข้างทาง และที่นี่เป็นเมืองที่ยังคงมีบรรยากาศของเมืองโบราณที่ผู้คนยังใช้ลาเป็นพาหนะและบรรทุกของกันอยู่ ท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าแก่ที่สุดในบรรดาเมืองหลวงเก่าทั้งสี่แห่ง แต่สิ่งที่สำคัญของเมืองเฟสคือในปี ค.ศ.1981 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เขตเมืองเก่าของเฟสเป็นเมืองมรดกโลกทางประวัติศาสตร์
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ระหว่างทางที่ Midelt
เดินทางข้าม Middle Atlas ภูมิประเทศเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ สองข้างทางเปลี่ยนสภาพจากความแห้งแล้วเป็นป่าไม้ พุ่ม และสลับกับความแห้งแล้งของภูเขา เข้าสู่ เมืองอิเฟรน (Ifrane) ซึ่งห่างจากเฟส ลงทางใต้ประมาณ 60 กม. เป็นเมืองที่ความสูงประมาณ 1,650 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นที่พักตากอากาศซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างขึ้นบริเวณนี้ ในช่วง ค.ศ. 1930 บางครั้งเรียกเมืองแห่งนี้ว่าเจนีวาแห่งโมรอคโค บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้บาน และทะเลสาบสวยงาม เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน เส้นทางนี้ผ่านเทือกเขาแอตลาส ชื่อที่คุ้นเคยกันมานาน
เดินทางต่อสู่ เมืองเฟส เมืองเฟซซึ่งยังคงมีบรรยากาศของเมืองโบราณที่ผู้คนยังใช้ลาเป็นพาหนะและบรรทุกของกันอยู่ ท่านจะสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าแก่ที่สุดในบรรดาเมืองอิมพิเรียลทั้งสี่
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักผ่อนค้างคืนในเมืองเฟส Vichy Thermila Hotel 4*, Fes หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
นำท่านเที่ยวชมเมืองเฟส (Fes) เมืองหลวงเก่าในศ.ต. ที่ 8 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมรอคโค เริ่มด้วยจุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน
ต่อด้วยชมประตูพระราชวังแห่งเฟส (The Royal Palace) ประตูทางเข้าพระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและสง่างาม เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมรอคโค บริเวณใกล้เคียงพระราชวังเคยเป็นชุมชนชาวยิวที่ทำรายได้ให้แก่ราชวงศ์ เพราะชาวยิวฉลาดทำการค้าเก่งแต่ปัจจุบันชาวยิวส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา (ประเทศอิสราเอล) คงเหลือชาวยิวอยู่ไม่มากนัก ผ่านชม ชุมชนชาวยิว (The Synagouge) ที่มาอาศัยอยู่ตั้งแต่ในสมัยศ.ต.ที่ 7 ซึ่งกระจายอยู่ทุกเมืองในอดีต ชาวยิวเป็นชนชาติที่ขยัน ฉลาด ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพ่อค้า จึงทำให้สุลต่านและกษัตริย์ในอดีตนำชาวยิวมาเป็นบริวารอยู่โดยรอบวัง เพื่อการเก็บภาษีจากการค้าได้ง่ายขึ้น
จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ท่านเดินเข้าสู่เขาวงกตอันซับซ้อนแห่งเมดินาเมืองเฟซ ผ่านประตู Bab Bou Jeloud ที่สร้างตั้งแต่ปีค.ศ.1913 ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง เดินผ่านเข้าไปในเขตเมดิน่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้างปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆ
ชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (Merdersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 10,000 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ทองแดง จะมีร้านค้าเล็กๆที่หน้าร้านจะมีหม้อ กระทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ (Souk El Attarine) ท่านจะได้สัมผัสทั้งรูป รสและกลิ่นในย่านเครื่องเทศที่มีการจัดเรียงสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ระหว่างที่เดินตามทางในเมดิน่าท่านจะได้พบกับน้ำพุธรรมชาติ (Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด นอกจากนี้ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆอยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆในเขตเมืองเก่า บางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้าจะเห็นได้ก็เฉพาะตาดำอันคมกริบเท่านั้น
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ในเมดิน่า
นำท่านเดินต่อในเมดิน่าแห่งเฟส แวะชมสุสานของมูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมรอคโคถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ ผ่านชม สุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (เข้าด้านในได้เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น) จากนั้นนำท่านเดินชมย่านเครื่องหนังและแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟส ถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก้ ทั้งหมดนี้เป็นเสน่ห์ของการเดินเที่ยวชมเมืองที่ต้องเดินแหวกว่ายเข้าไปในกลุ่มคนชาวพื้นเมือง ช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น เมืองเฟซจึงเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อท่านเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบตรอกซอยเล็ก ๆ มากมาย วกวน ซับซ้อน ซึ่งยุคอิสลามเก่าแก่ถนนเมืองหลวงหลาย ๆ เมืองจะมีความเหมือนกันคือความวกวน ซับซ้อน เหมือนเขาวงกต ไม่แปลกที่หลายคนจะไปหลงอยู่ในตรอกซอยได้ ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่มีชีวิตชีวาและผู้คนมากมาย
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักผ่อนค้างคืนในเมืองเฟส Vichy Thermila Hotel 4*, Fes หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
เดินทางไปยัง เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต จากวิหารเทพเจ้าของเมืองโบราณโวลูบิลิสท่านสามารถมองเห็นเมืองมูเลไอดริส (Moulay Idriss) เมืองศูนย์กลางศาสนาอันศักดิ์สิทธิของชาวมุสลิมในโมรอคโค ทุกๆปี ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน จะมีเหล่านักจาริกแสวงบุญมาเยือนเมืองแห่งนี้เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา เปรียบได้กับเมืองเมกกะของประเทศซาอุดิอาระเบีย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองเชฟเชาเอิน (Chefchaouen) เมืองนี้ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอีกแห่ง ด้วยความที่รูปร่างลักษณะของยอดเขาของที่นี่เหมือนกับเขาแพะ (Chaoua) ดังนั้นชื่อเมือง Chefchaouen จึงมีความหมายที่ตรงตัวเลยว่า “มองที่เขาแพะนั่นซิ” ด้วยลักษณะเมืองที่อยู่บนภูเขา จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มานี่ต่างได้ลิ้มรสของความเงียบสงบ บรรยากาศโรแมนติก และได้สัมผัสถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง เดินชมเมดิน่าของเมือง เชฟเชาเอิน ที่บ้านเรือนตกแต่งด้วยอาคารสีฟ้า รวมถึงนำท่านชม Plaza Uta El-Hamman ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่ในบรรยากาศยามเย็น ที่นี่ยังมีชื่อเสียงทางด้านช้อปปิ้งอีกด้วย ที่มีทั้งสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านที่หาไม่ได้จากไหนในโมรอคโค เช่นเสื้อผ้าขนสัตว์ รวมทั้งชีสที่ทำจากแพะ อำลาเมือง เชฟ เชาเอิน สววรรค์บนดินแห่งท้องทะเลแอตแลนติก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักผ่อนในเมืองเชฟชาอูน Dar Echaouen Hotel 4*, Chefchaouen หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองราบัต (Rabat) นำท่านชมเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปีค.ศ.1956 เมื่อโมรอคโคหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศส และเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงาม จากนั้นชมสุเหร่าหลวงที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมรอคโคจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่า เพื่อประกอบศาสนกิจ ชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 พระอัยกาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร
นำชม ป้อมอูไดยะ และเดินเล่นชม สวนอันดาลูเซียน Andalusian Gardens เดินเที่ยวชมป้อมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ ด้านในเป็นเมดิน่า บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น (มาทายซิว่าทำไมเมดิน่าแห่งนี้ จึงใช้สีฟ้า)
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
จากนั้นเดินทางสู่ คาซาบลังก้า (Casablanca) นำท่านเที่ยวชมเมือง 'คาซาบลังก้า' หมายถึง บ้านสีขาว คำว่า 'คาซา' แปลว่า บ้าน และ 'บลังกา' แปลว่า สีขาว เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า 'ราชอาณาจักรโมรอคโค' ด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
นำท่านชมเมืองคาซาบลังก้าโดยรอบ และนำท่านชม โบถส์คริสเตียน (The Church of our ladies of Lourdes) ภายในมีภาพกระจกสีสวยงามแสดงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับศาสนา นำท่านผ่านชม จัตุรัสสหประชาชาติ หรือ จตุรัสโมฮัมหมัดที่5 ซึ่งเป็นใจกลางเมืองย่านธุรกิจสำคัญ ให้ท่านถ่ายรูปบรรยากาศเมืองและชาวโมรอคโคท้องถิ่นขายน้ำในชุดประจำชาติอันเป็นสัญลักษณ์ของโมรอคโค
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักผ่อนค้างคืนในคาซาบลังก้า Barcelo Anfa Hotel 5*, Casablanca หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
นำท่านชม สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (ชมด้านใน ซึ่งรวมค่าเข้าชมแล้ว) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว
อิสระพาท่านเดินเล่นในย่าน La Corniche ชมชายหาดก่อนอำลาโมรอคโค กับทัศนียภาพริมมหาสมุทรแอตแลนติกแบบชิลๆก่อนเดินทางกลับได้เวลาพอสมควรอำลาเมืองคาซาบลังก้า
12.30 น เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ Mohammed V International Airport
15.30 น. ออกเดินทางสู่สนามบินโดฮา โดยเที่ยวบินที่ QR1398 (1530 – 0025+1)
(ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 55 นาที)
00.25 น. ถึงสนามบินโดฮา รอเปลี่ยนเครื่อง
02.30 น. เหินฟ้ากลับกรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ QR836 (0230 – 1305) (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 35 นาที)
13.05 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยความปลอดภัย
99 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมืองสระบุรี จ.สระบุรี 18000
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา